ปรากฏการณ์ El Niño เป็นความแปรปรวนตามธรรมชาติของระบบภูมิอากาศ ที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนฝั่งตะวันออกสูงกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลต่อรูปแบบฝนและอุณหภูมิในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย
แบบจำลองภูมิอากาศหลายสำนักคาดว่า ปี พ.ศ. 2569 อาจเกิดเอลนีโญอีกระลอก ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเผชิญ
🔸อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย
🔸ฝนทิ้งช่วงยาวนาน
🔸ความเสี่ยงภัยแล้งเพิ่มขึ้น
🔸ความผันผวนของผลผลิตทางการเกษตร
พืชใช้น้ำมาก เช่น ข้าว อ้อย ถั่ว และฝ้าย จะได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่พึ่งพาน้ำชลประทานหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ
✨ ความท้าทายของนาข้าวแบบดั้งเดิม
การทำนาแบบขังน้ำตลอดฤดูเพาะปลูก แม้ช่วยควบคุมวัชพืชและสนับสนุนการเจริญเติบโตของต้นข้าว แต่ก่อให้เกิดสภาพไร้ออกซิเจนในดิน ส่งผลให้จุลินทรีย์ผลิตก๊าซมีเทน (CH₄)
ก๊าซมีเทนมีค่า Global Warming Potential (GWP) สูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 28 เท่า และคงอยู่ในบรรยากาศราว 12 ปี จึงมีผลต่อภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ
ระดับโลก การเพาะปลูกข้าวคิดเป็นประมาณ 1–2% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นมีเทนจากพื้นที่น้ำท่วมขัง
ในบริบทเอลนีโญ การทำนาแบบใช้น้ำมากยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำ
🔹ทางเลือกการทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD)
แนวทางที่ได้รับความสนใจทั่วโลกคือ การทำนาเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็นการควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้มีช่วงแห้งสลับกับช่วงขังน้ำอย่างเหมาะสม แทนการขังน้ำตลอดฤดู
✅ ผลลัพธ์จากงานวิจัยพบว่า
✅ ลดการปล่อยมีเทนได้ 30–70%
✅ ประหยัดน้ำ 20–40%
✅ ผลผลิตไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
✅ บางกรณีผลผลิตเพิ่มขึ้น 7–11%
✅ ลดค่า GWP รวมได้มากกว่า 40%
นอกจากช่วยลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยให้รากพืชได้รับออกซิเจนดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการดูดธาตุอาหาร และเสริมความแข็งแรงของต้นข้าว
🔹โอกาสจากคาร์บอนเครดิต
ประเทศไทยมีการส่งเสริมผ่านโครงการ Premium T-VER ภายใต้การพัฒนาของ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อให้ภาคเกษตรสามารถตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) การลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ
โครงการที่ผ่านการรับรองสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตและจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยราคาซื้อขายอยู่ประมาณ 17–25 USD/tCO2eq
ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น
– อินเดีย ใช้มาตรฐาน Verified Carbon Standard (VCS)
– ญี่ปุ่น ภายใต้กลไก Joint Crediting Mechanism (JCM)
สะท้อนว่า “การจัดการน้ำในนาข้าว” ไม่ใช่เพียงมาตรการลดความเสี่ยงภัยแล้ง แต่เป็นกลไกเศรษฐกิจคาร์บอนด้วย
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เพราะเอลนีโญปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงสัญญาณเตือน แต่เป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ของภาคเกษตรไทย หากสามารถบูรณาการ เทคโนโลยีจัดการน้ำ, ระบบเกษตรคาร์บอนต่ำ,กลไกคาร์บอนเครดิต, ความรู้วิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ เข้าด้วยกันได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้เกษตรกรไทย…
✔ ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง
✔ ลดต้นทุนการผลิต
✔ เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต
✔ สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
✔ มีบทบาทเชิงรุกในการแก้ปัญหาโลกร้อน
.
และถ้าหากองค์กรของคุณกำลังมองหาตัวช่วยอยู่ Smart Greeny เรามีบริการ Carbon Footprint Software ทั้งแบบ CFO และ CFP เพื่อรู้และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากสนใจสอบถามได้ที่ LINE @smartgreeny หรือแอดเลย 👉 https://lin.ee/HqiVCVy 💚
.
📺 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
▶️ https://youtu.be/yrlB7_vMwZQ?si=L0_bLQyzPHws5IMI.
.
ติดต่อเราที่…
Facebook Page : Smart Greeny
เบอร์ 089-766-1445, 0971293242
chanon@smartgreeny.com
Website : bit.ly/2XgcFTu
Line OA : @smartgreeny หรือแอดเลย https://lin.ee/HqiVCVy
.
#SmartGreeny #carbonfootprint #carbonfootprintforproduct #คาร์บอนฟุตพริ้นท์ #คำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ #ก๊าซเรือนกระจก #ภาวะโลกร้อน #CompactGreenOfficeSoftware #CarbonFootprintSoftware #EnvironmentalConsultant #CarbonForOrganization #บริษัทสีเขียว #ลดพลังงาน #สิ่งแวดล้อม #องค์กรสีเขียว #คาร์บอนเครดิต #CarbonCredit #โรงพิมพ์ #สิ่งพิมพ์
ที่มา: “เอลนีโญ 2569 ความร้อนที่ท้าทาย และโอกาสของเกษตรคาร์บอนต่ำในประเทศไทย” โดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก – องค์การมหาชน
ลิ้งค์: https://shorturl.asia/GuIzR